ข่าวประชาสัมพันธ์

ฉลองความสำเร็จครบ 40 ปี รถกระบะมิตซูบิชิ

ในปี พ.ศ. 2521 เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง อุตสาหกรรมวีดีโอเกมได้ถือกำเนิดขึ้น เครือข่ายโทรศัพท์มือถือกำลังถูกพัฒนาขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และซุปเปอร์แมนเริ่มเป็นที่โด่งดังในโลกภาพยนตร์

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้รถกระบะมิตซูบิชิขนาดหนึ่งตันได้ถูกเผยโฉมขึ้นเป็นครั้งแรก และในอีกสี่ทศวรรษต่อมารถรุ่นดังกล่าวได้กลายเป็นยานพาหนะสำหรับผู้คนทั่วโลกมากกว่า 4.7 ล้านคน

รถกระบะมิตซูบิชิโดดเด่นด้วยความสามารถในการขับเคลื่อนบนทุกสภาพถนนและภูมิประเทศ ด้วยการพัฒนาและออกแบบเพื่อมุ่งตอบสนองทุกความปรารถนาของลูกค้าผู้ชื่นชอบรถกระบะ ทั้งในด้านความแข็งแกร่ง ทนทาน และการบรรทุกสัมภาระ รวมถึงความอเนกประสงค์และความสะดวกสบายในการโดยสารที่ไม่ต่างไปจากรถยนต์นั่งแบบซีดาน

รถกระบะมิตซูบิชิรุ่นแรกเผยโฉมในนาม ฟอร์เต้ (FORTE) หรือ แอล200 (L200) ในบางประเทศที่ยังถูกใช้งานจนถึงปัจจุบัน โดยรถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่ง ทนทานต่องานบรรทุกทั้งผู้โดยสารและสัมภาระ

รถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ขนาดหนึ่งตัน ขับขี่ง่าย สมรรถนะแกร่ง ทนทานกับการใช้งานบรรทุกสัมภาระ จึงได้รับความนิยมไปทั่วโลกในเวลาไม่นาน ทั้งในประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศแบบหนาวจัดและแบบทะเลทรายที่ร้อนระอุ

กระนั้น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังคงมุ่งมั่นพัฒนารถกระบะให้แก่ลูกค้า เพื่อให้สามารถฝ่าฟันทุกอุปสรรคและไปได้ไกลกว่าเดิม ด้วยการคิดค้นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อระดับตำนานมาใช้ในรถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ รุ่นปี พ.ศ. 2523 ซึ่งต่อมาได้กลายต้นแบบของยนตรกรรมขับเคลื่อนสี่ล้อยุคใหม่ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้แก่ มิตซูบิชิ ปาเจโร หรือ มอนเทโร และ มิตซูบิชิ เดลิกา

ในเวลาต่อมา รถกระบะมิตซูบิชิถูกส่งไปจำหน่ายในอีกหลายประเทศภายใต้ชื่อ ไทรทัน ซึ่งประสบความสำเร็จและได้กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนธุรกิจที่สำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส อีกด้วย

ทั้งนี้แพลตฟอร์มของ มิตซูบิชิ ไทรทัน เจอเนอเรชั่นแรก และเจนเนอเรชั่นที่สอง ได้รับการพัฒนาขึ้นที่ศูนย์การผลิตยานยนต์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่เขตโอเอะ เมืองนาโกย่า และต่อมา มิตซูบิชิ ไทรทัน เจอเนอเรชั่นที่สามในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งถูกผลิตขึ้นและส่งออกไปยังตลาดทั่วโลกจากศูนย์การผลิตยานยนต์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส แหลมฉบัง ประเทศไทย และปัจจุบันยังเป็นศูนย์การผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยจำนวนการผลิตประมาณ 400,000 คัน

โดยเราจะมาร่วมรำลึกย้อนดูถึงการเดินทางของรถกระบะมิตซูบิชิจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่ ฟอร์เต้ สู่
ไทรทัน และ แอล200 ซึ่งรถกระบะมิตซูบิชิพร้อมแล้วที่สานต่อความสำเร็จในอนาคต

เจนเนอเรชั่นที่ 1

กันยายน พ.ศ. 2521

  • ฟอร์เต้ (FORTE) รถกระบะขนาดหนึ่งตันเผยโฉมในประเทศญี่ปุ่นและส่งออกภายใต้ชื่อ รถกระบะมิตซูบิชิ (MITSUBISHI TRUCK) และ แอล200 (L200) โดยเริ่มทำการส่งออกไปยังอเมริกาเหนือในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2521
  • มีจำหน่ายเฉพาะรุ่นซิงเกิ้ลแค็บ โดยมีเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์ขนาด 2.6 ลิตร ให้เลือกสำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ขณะที่เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร พัฒนาขึ้นสำหรับตลาดประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคอื่นๆ ทั้งนี้ เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ก็มีให้เลือกสำหรับตลาดส่งออกโดยทั่วไป

ตุลาคม พ.ศ. 2523

  • เปิดตัวพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ครั้งแรก (Part-time 4WD System)

เจนเนอเรชั่นที่ 2

มีนาคม พ.ศ. 2529

  • รถกระบะมิตซูบิชิได้รับการปรับโฉมอย่างเต็มรูปแบบและครบครันด้วยรุ่นซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ ด้วยสไตล์ตัวถังทั้งแบบสั้นและแบบยาวในรุ่นซิงเกิ้ลแค็บ พร้อมระบบการขับเคลื่อนทั้งแบบสองล้อและสี่ล้อ มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร และ 2.6 ลิตร รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร (เพิ่มเติมจากเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร)

พฤษภาคม พ.ศ. 2534

  • สตราด้า (STRADA) เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น (มีเฉพาะรุ่นดับเบิ้ลแค็บ)

เจนเนอเรชั่นที่ 3

พฤศจิกายน พ.ศ. 2538

  • รถกระบะมิตซูบิชิรุ่น แอล200 สตราด้า ใหม่ (L200 STRADA) เปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรก
  • ผลิตและส่งออกจากศูนย์การผลิตยานยนต์แหลมฉบัง ประเทศไทย
  • มีให้เลือกในรุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ และ คลับแค็บ ส่วนรุ่นดับเบิ้ลแค็บได้รับการผลิตขึ้นสำหรับการส่งออก ทั้งนี้ แอล200 สตราด้า ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร และ 2.8 ลิตร พร้อมนวัตกรรมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเทคโนโลยี “Easy Select 4WD”

เจนเนอเรชั่นที่ 4

สิงหาคม พ.ศ. 2548

  • รถกระบะมิตซูบิชิเผยโฉมในชื่อ ไทรทัน (TRITON) ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก
  • ครบครันทั้งรุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลที่พัฒนาขึ้นใหม่ขนาด 2.5 ลิตร และ3.2 ลิตร มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนแบบสองล้อและสี่ล้อแบบ “Easy Select 4WD” และ “Super Select 4WD”

เจนเนอเรชั่นที่ 5

พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

  • รถกระบะมิตซูบิชิเจนเนอเรชั่นที่ 5 เปิดตัวในประเทศไทยเป็นแห่งแรกก่อนจะตามมาด้วยการเปิดตัวในประเทศอื่นๆ
  • ครบครันทั้งรุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ มาพร้อมนวัตกรรมเครื่องยนต์ MIVEC เทอร์โบดีเซลขนาด 2.4 ลิตร เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนแบบสองล้อและสี่ล้อพร้อมเทคโนโลยี “Super Select 4WD-II” ควบคุมการเปลี่ยนโหมดขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า

ยนตรกรรมกระบะรุ่นใหม่แห่งอนาคตพร้อมแล้วสำหรับการเผยโฉมเร็วๆนี้

 

ข้อมูลประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม

เจนเนอเรชั่นที่ 1 ปี พ.ศ. 2521 ฟอร์เต้ หรือ แอล200 (FORTE/L200)

ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งมักใช้รถกระบะขนาดเล็กสำหรับการเดินทางไปโรงเรียนหรือที่ทำงาน และใช้สำหรับเดินทางไปทำกิจกรรมยามว่าง

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เผยโฉมรถกระบะขนาดหนึ่งตันครั้งแรกโดยใช้ชื่อ ฟอร์เต้ (FORTE) เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2521 และเริ่มการส่งออกไปยังอเมริกาเหนือในเดือนตุลาคมในปีเดียวกัน โดยชื่อ “ฟอร์เต้” มีความหมายในภาษาอิตาลีว่า “แข็งแกร่ง” โดยยานยนต์ต้นแบบยังได้รับการทดสอบอย่างหนักทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ ประเทศไทย และซาอุดิอาระเบีย เพื่อให้มั่นใจในสมรรถนะและความแข็งแกร่ง โดยรถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ กว่า 657,000 คัน ได้ผลิตขึ้นที่ศูนย์การผลิตยานยนต์ในเขตโอเอะ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก และมีบางส่วนผลิตขึ้นที่ศูนย์การผลิตแหลมฉบังในประเทศไทย

ทั้งนี้แนวทางการของออกแบบของรถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรถยนต์นั่งขนาดคอมแพคซีดานอย่าง กาแลนท์ ซิกม่า (GALANT Σ)  ด้วยดีไซน์ด้านหน้าเสมือนจมูกที่ยาวเป็นเอกลักษณ์และการติดตั้งสเกิร์ตบนรถกระบะเป็นครั้งแรก รวมถึงโคมไฟหน้าแบบกลมสี่ดวง ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ยังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร และ 2.6 ลิตร สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ และขนาด 1.6 ลิตรสำหรับประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคอื่นๆ ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ผลิตขึ้นสำหรับตลาดส่งออก ด้วยตัวถังที่กว้างถึง 1,360 มม. และระยะฐานล้อยาวถึง 2,780 มม. มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ จึงโดดเด่นด้วยเสถียรภาพการขับขี่ที่เหนือกว่า

นอกจากนี้ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ยังเหนือกว่าด้วยแชสซีคุณภาพสูงที่นับว่าเป็นการยกระดับรถเชิงพาณิชย์อีกด้วย มั่นใจด้วยระบบดิสก์เบรกล้อหน้า ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบดับเบิลวิชโบนคอยล์สปริง และแหนบลดการสั่นสะเทือนพร้อมเพลาท้ายรถที่แข็งแกร่ง

เทคโนโลยีภายในห้องโดยสารส่งผลให้ช่วยลดเสียงรบกวน ลดความกระด้าง และลดอาการสั่นสะเทือนของตัวรถ โดยการใช้เพลากลางแบบสองชิ้นและวัสดุปิดซีลที่ติดตั้งไว้เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้นำเอาความเชี่ยวชาญที่ได้จากประสบการณ์นานหลายปีในการผลิตรถจี๊ปมาพัฒนาต่อยอดเป็นกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ ที่มาพร้อมกับโซ่ราวลิ้นซับเสียง จึงช่วยลดเสียงดังจากการทำงานของระบบส่งกำลัง และเสริมประสิทธิภาพให้รถสามารถขับเคลื่อนและเร่งอัตราความเร็วได้อย่างเต็มกำลัง

มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ยังนับเป็นการบุกเบิกยนตรกรรมกลุ่มขับเคลื่อนสี่ล้อที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในเวลาต่อมา ได้แก่ มิตซูบิชิ ปาเจโร หรือ มอนเทโร และ มิตซูบิชิ เดลิกา อีกด้วย

เจนเนอเรชั่นที่ 2 พ.ศ. 2529 สตราด้า หรือ แอล200 (STRADA/ L200)

รถกระบะมิตซูบิชิได้ทำการพลิกโฉมอย่างเต็มรูปแบบในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2529 โดยมาพร้อมกับการออกแบบที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ รวมถึงการยกระดับรายละเอียดด้านการออกแบบอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงเส้นสายที่ทำให้ มิตซูบิชิ สตราด้า หรือ แอล200 มีรูปทรงแกร่งทันสมัยและเสริมประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์

สำหรับเจนเนอเรชั่นที่ 2 นี้ รถกระบะมิตซูบิชิ ครบครันด้วยประเภทตัวถังทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ ซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ โดยสไตล์ตัวถังทั้งแบบสั้นและยาวมีให้เลือกเป็นออปชั่นสำหรับรุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ พร้อมระบบขับเคลื่อนทั้งแบบสองล้อและสี่ล้อ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร และ 2.6 ลิตร รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร

รถกระบะมิตซูบิชิในยุคนี้ได้มีการเปลี่ยนมาใช้ชื่อ สตราด้า (STRADA) โดยรุ่นดับเบิ้ลแค็บเปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2534 ทั้งนี้อาจมีการใช้ชื่ออื่นในภูมิภาคที่แตกต่างกัน เช่น ไมตี้ แมกซ์ (MIGHTY MAX) ในอเมริกาเหนือ และ ไทรทัน (TRITON)  ในออสเตรเลีย รวมถึง แอล200 (L200) ในภูมิภาคอื่นๆ  โดยในอเมริกาเหนือยังได้จำหน่ายภายใต้แบรนด์ ดอดจ์ รุ่น
แรม 50 (DODGE RAM 50)

รถกระบะมิตซูบิชิ เจนเนอเรชั่นที่ 2 นี้ ได้รับการผลิตขึ้นกว่า 1,146,000 คัน ที่ศูนย์การผลิต
ยานยนต์ ที่เขตโอเอะ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น และที่ศูนย์การผลิตยานยนต์แหลมฉบัง ประเทศไทย

เจนเนอเรชั่นที่ 3 พ.ศ. 2538 สตราด้า หรือ แอล200 (STRADA/ L200)

รถกระบะมิตซูบิชิ เจนเนอเรชั่นที่ 3 ภายใต้ชื่อ สตราด้า หรือ แอล200 เริ่มผลิตขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ 2538 ด้วยดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน มิตซูบิชิ สตราด้า หรือ แอล200 จึงมีสไตล์โดดเด่นโฉบเฉี่ยวตรงกับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการใช้งานรถกระบะในชีวิตประจำวันแทนรถซีดาน รถกระบะมิตซูบิชิ เจนเนอเรชั่นที่ 3 นี้ โดดเด่นด้วยความกว้างขวางสามารถรองรับการโดยสาร 5 ที่นั่ง จึงพร้อมด้วยสมรรถนะและประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและสำหรับเชิงพาณิชย์

ทั้งนี้ พละกำลังและสมรรถนะในการขับเคลื่อนแบบออฟโรด ได้รับการยกระดับด้วยเครื่องยนต์ อินเตอร์คูลเลอร์ เทอร์โบดีเซล ขนาด 2.5 ลิตร มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ “Easy Select 4WD” ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อมอบความสะดวกสบายในการใช้งานระดับเดียวกับรถซีดาน

มิตซูบิชิ สตราด้า หรือ แอล200 นอกจากจะจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ยังส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั้งในทวีปยุโรป โอเชียเนีย ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ด้วยยอดผลิตรวมทั้งสิ้นกว่า 1,046,000 คัน ทั้งนี้ความโดดเด่นของรถกระบะมิตซูบิชิ ในเจนเนอเรชั่นที่ 3 นี้ ประกอบด้วย

  • ดีไซน์ใหม่ ผสานด้วยความแข็งแกร่งในแบบรถกระบะ ผสานความล้ำสมัยในแบบรถ
    ซีดาน
  • ภายในห้องโดยสารมอบความรู้สึกเช่นเดียวกันกับรถซีดาน ด้วยความประณีตในรายละเอียดของขอบประตูห้องโดยสารและการบุเสริมด้วยวัสดุนุ่มเพื่อเพิ่มความสบายตลอดการเดินทาง
  • พื้นที่บรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับรถกระบะในระดับเดียวกัน
  • สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าจากขุมพลังเทอร์โบดีเซลอินเตอร์คูลเลอร์ขนาด 2.5 ลิตร
  • ยกระดับระบบความปลอดภัยทั้งเชิงปกป้องและป้องกัน เช่น ถุงลมนิรภัยด้านข้างคนขับ กระจกหน้าต่างไฟฟ้าปรับขึ้น-ลงอัตโนมัติป้องกันการหนีบ รวมถึงไฟเบรกดวงที่ 3
  • ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ “Easy Select 4WD” ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกตำแหน่งการขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับสภาพถนนได้สะดวกและรวดเร็ว
  • ในบางรุ่นยังติดตั้งระบบ ABS ช่วยป้องกันล้อล็อกขณะเบรกพร้อมรักษาสมดุลและการควบคุมตัวรถ และระบบเฟืองท้ายลิมิเต็ด Hybrid LSD เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่

เจนเนอเรชั่นที่ 4 พ.ศ. 2548 ไทรทัน หรือ แอล200 (TRITON/ L200)

เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2548 ได้มีการพลิกโฉมรถกระบะมิตซูบิชิอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง และหลังจากการเปิดตัวในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2548 ได้มีการส่งออกไปยังกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส

มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 ได้รับการพัฒนาขึ้นบน 3 แนวคิดสำคัญ เพื่อบุกตลาดกระบะโลก โดยอันดับแรก คือ การพัฒนาสมรรถนะให้เหนือกว่าระดับมาตรฐาน ทั้งด้านความประหยัด ความแข็งแกร่ง และความทนทาน อันดับสอง คือ การมอบคุณภาพระดับมาตรฐานสูงสุดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในระดับโลก และสุดท้าย คือ การตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของลูกค้า ที่ไม่เพียงจำกัดเฉพาะการใช้งานในเชิงพาณิชย์ โดยรถกระบะเจนเนอเรชั่นที่ 4 ภายใต้ชื่อ ไทรทัน หรือ แอล200 ผลิตขึ้นรวมทั้งสิ้นกว่า 1,423,000 คัน

ความโดดเด่นของ มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 รุ่นปี พ.ศ. 2548 คือนวัตกรรมภายในห้องโดยสารและดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตและโฉบเฉี่ยวล้ำสมัย นับว่าเป็นรถกระบะที่มีห้องโดยสารภายในที่กว้างขวางที่สุดในบรรดารถกระบะระดับเดียวกัน ในขณะที่ช่วงล่างและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสารยังได้รับการพัฒนาและติดตั้ง เพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดในการเดินทางเช่นเดียวกับรถยนต์ประเภทซีดาน

จากความโดดเด่นดังกล่าวไม่เพียงทำให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 เป็นที่ยอมรับในด้านนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของรถกระบะโดยรวมที่ไม่จำกัดการใช้งานแค่ในเชิงพาณิชย์อีกต่อไป ความโดดเด่นดังกล่าวยังส่งผลให้รถกระบะของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส สามารถช่วยขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะ

นอกจากนี้รถกระบะมิตซูบิชิ เจนเนอเรชั่นที่ 4 ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล ใหม่ ระบบไดเรก
อินเจคชั่น คอมมอนเรล ที่มีพละกำลังและสมรรถนะมากขึ้น พร้อมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำ อีกทั้งยังช่วยลดไอเสียและเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์

มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยโครงสร้างตัวถังที่ได้รับการออกแบบใหม่ ที่สามารถปกป้องผู้โดยสารเมื่อเกิดการปะทะได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับรถกระบะรุ่นอื่นในระดับเดียวกัน

มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 ยังได้รับการยอมรับในวงกว้างในด้านความแข็งแกร่งและสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อ โดยมีบทพิสูจน์จากการเข้าร่วมแข่งขันในรายการดาการ์แรลลี่ รวมถึงการแข่งขันระดับโลกต่างๆ

  • ครบครับด้วยประเภทตัวถังทั้ง 3 รุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ
  • เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลใหม่ขนาด 2.5 ลิตร และ 3.2 ลิตร
  • พร้อมด้วยระบบขับเคลื่อนแบบสองล้อและสี่ล้อ (“Easy Select 4WD” และ “Super Select 4WD”)

เจนเนอเรชั่นที่ 5 พ.ศ. 2558 ไทรทัน หรือ แอล200 (TRITON / L200)

ปี พ.ศ. 2557 รถกระบะมิตซูบิชิ เจนเนอเรชั่นที่ 5 ภายใต้ชื่อ ไทรทัน หรือ แอล200 ได้รับการยกระดับอีกขั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านความอเนกประสงค์ ความแข็งแกร่ง และความทนทาน สำหรับการใช้งานในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังขับขี่ง่าย สะดวกสบาย และสนุกสนานเปี่ยมด้วยอารมณ์สปอร์ต ด้วยมาตรฐานคุณภาพที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทุกคน จึงส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 ได้รับการยอมรับว่าเป็น “กระบะพันธุ์เข้ม แรงจัด ประหยัดจริง” มีให้เลือกทั้งแบบ ซิงเกิ้ลแค็บ ดับเบิ้ลแค็บ และคลับแค็บ

มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาให้ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเครื่องยนต์ MIVEC คลีนเทอร์โบดีเซลขนาด 2.4 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อสมรรถนะเหนือชั้นและมีประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงในระดับสูงสุดจึงช่วยลดไอเสีย มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบธรรมดา 6 จังหวะ และระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 5 จังหวะ พร้อมโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรถกระบะมิตซูบิชิ

พร้อมกันนี้ระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อ ยังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน โดยระบบ “Easy Select 4WD” ประกอบด้วย 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมดขับเคลื่อนสองล้อหลัง (2H) และโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อความเร็วสูง (4H) และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อความเร็วต่ำ (4L) เพื่อสร้างแรงฉุดที่เหมาะสมกับถนนสภาพต่างๆ ในขณะที่การขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ “Super Select 4WD-II” มีการควบคุมการเปลี่ยนโหมดขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 มีระบบขับเคลื่อนแบบสองล้อในรุ่นมาตรฐานและในรุ่นยกสูงซึ่งมีระยะความสูงจากพื้นเทียบเท่ากับรุ่นระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝ่าทุกอุปสรรคบนเส้นทางที่ทุรกันดาร

# # #

เกี่ยวกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์การผลิตที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มมิตซูบิชิ มอเตอร์ส และยังเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์มิตซูบิชิ ไปยังกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย คือหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของประเทศไทยที่มีความมุ่งมั่นในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีคุณภาพสูง เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัย ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีเพื่อความพึงพอใจของลูกค้า ในปี พ.ศ. 2561 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยฉลองการผลิตรถยนต์ครบ 5 ล้านคัน และได้เปิดทำการ สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) อย่างเป็นทางการที่ จ. ปทุมธานี ผลิตภัณฑ์ของ
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ประกอบด้วย มิตซูบิชิ ไทรทัน มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มิตซูบิชิ แอททราจ และ
มิตซูบิชิ มิราจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพสูงสุด มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยใช้สนามทดสอบสมรรถนะในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีในการประเมินผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและการพัฒนารถต้นแบบไปจนถึงการทดลองผลิตและการผลิตเพื่อจัดจำหน่าย ซึ่งสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงสุด

ความคิดเห็น

เนื้อหาเกี่ยวข้อง

กรุงเทพฯ – 25 พฤศจิกายน 2568: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ารุกตลาดส่งท้ายปี เปิดตัวรถยนต์ใหม่ 2 โมเดล นำโดยคู่หูขุมพลังฟูลไฮบริด รถครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง อันดับ 1 ในเซกเมนต์ “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เ

กรุงเทพฯ – 25 พฤศจิกายน 2568: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ารุกตลาดส่งท้ายปี เปิดตัวรถยนต์ใหม่ 2 โมเดล นำโดยคู่หูขุมพลังฟูลไฮบริด รถครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง อันดับ 1 ในเซกเมนต์ “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ รุ่นปี 2026” อัพลุคดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมใหม่ โดดเด่นกว่าเดิม มาพร้อมสโลแกน “พื้นที่ใหญ่ ใส่ให้เต็มที่” ปรับแต่งดีไซน์ภายนอกด้วยกระจังหน้า และไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ทันสมัย ผสานความประณีตอย่างลงตัว ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ในแบบ Mitsubishi e:MOTION ที่ผสาน 3 สุดยอดเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพิ่มเติมระบบความปลอดภัย Diamond Sense ตอบสนองไลฟ์สไตล์สุดแอ็กทีฟของครอบครัวยุคใหม่ ที่พร้อมออกไปสนุกกับการใช้ชีวิตและกิจกรรมร่วมกัน เสริมทัพด้วย “มิตซูบิชิ ไทรทัน สตรีท ใหม่” ภายใต้คอนเซปต์ “เท่บนถนน ทนทุกงาน” กระบะเมกะ แค็บ ตัวเตี้ยโฉมใหม่ เสริมลุคหล่อ ด้วยชุดตกแต่งกระจังหน้าดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การใช้งานในทุกสภาพถนน พร้อมเสริมความมั่นใจกว่าด้วย ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วและระบบตรวจจับคนเดินถนน (Forward Collision Mitigation System with Pedestrian Detection - FCM) ครบทั้งความเท่ และอัดแน่นด้วยสมรรถนะ ให้ความคุ้มค่าในหนึ่งเดียว มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “รถยนต์รุ่นใหม่ ทั้ง 2 โมเดลนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่ออนาคตของการขับขี่เราได้ปรับแต่ง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่อย่างรอบด้าน พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน มิตซูบิชิ ไทรทัน สตรีท ใหม่ยังคงสะท้อนจิตวิญญาณแห่งความแข็งแกร่ง พร้อมลุยทุกความท้าทาย ด้วยสมรรถนะการขับขี่ ความปลอดภัย และความทนทานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถกระบะมิตซูบิชิ พร้อมรองรับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการผจญภัยในทุกเส้นทาง อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย ทั้งหมดนี้คือการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราที่จะพัฒนายนตรกรรมให้ตอบสนองการใช้ชีวิตของทุกคนได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ” “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวีปรับโฉมใหม่” ถ่ายทอดภาพลักษณ์สปอร์ตพรีเมียมยิ่งขึ้นดีไซน์ภายนอกใหม่ ทันสมัย ผสานความประณีตอย่างลงตัวโดดเด่นเหนือชั้นด้วยกระจังหน้าและกันชนดีไซน์ใหม่ โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิมด้วย Dynamic Shield สีดำ พร้อมกรอบตกแต่งไฟหน้ารมดำ เพิ่มลุคเท่ ไฟตัดหมอก LED และไฟท้าย LED สี Smoke และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ให้อารมณ์ความสปอร์ต เพิ่มความพรีเมียมอีกขั้นด้วย การตกแต่งภายในโทนสีใหม่ สำหรับ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ตกแต่งโทนสีดำ ให้ความรู้สึกเรียบหรู ส่วนในรุ่น เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ตกแต่งโทนสีน้ำตาล - ดำ เติมความหรูหราและให้ความรู้สึกอบอุ่น แบบรถระดับไฮเอนด์ ด้วยเบาะนั่งสีใหม่พร้อมคุณสมบัติสะท้อนความร้อน (Heat Guard) พื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ 7 ที่นั่ง กว้างขวางสะดวกสบาย ปรับพับได้หลายรูปแบบ มิตซูบิชิ มอเตอร์สOpen Menu Thai ข่าวสาร และกิจกรรม ข่าวสารล่าสุด มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เร่งเครื่องแรง ส่งท้ายปี! เปิด 2 โมเดล มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ปรับโฉมใหม่ รุ่นปี 2026 และ ไทรทัน สตรีท ใหม่ ก่อนอวดโฉมคันจริงที่งาน Motor Expo 2025 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เร่งเครื่องแรง ส่งท้ายปี! เปิด 2 โมเดล มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ปรับโฉมใหม่ รุ่นปี 2026 และ ไทรทัน สตรีท ใหม่ ก่อนอวดโฉมคันจริงที่งาน Motor Expo 2025 ALL-NEW MITSUBISHI XFORCE HEV Reinforces Its Success with the Thailand Car of the Year 2025 Award from the Thai Automotive Journalist Association (TAJA) กรุงเทพฯ – 25 พฤศจิกายน 2568: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ารุกตลาดส่งท้ายปี เปิดตัวรถยนต์ใหม่ 2 โมเดล นำโดยคู่หูขุมพลังฟูลไฮบริด รถครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง อันดับ 1 ในเซกเมนต์ “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ รุ่นปี 2026” อัพลุคดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมใหม่ โดดเด่นกว่าเดิม มาพร้อมสโลแกน “พื้นที่ใหญ่ ใส่ให้เต็มที่” ปรับแต่งดีไซน์ภายนอกด้วยกระจังหน้า และไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ทันสมัย ผสานความประณีตอย่างลงตัว ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ในแบบ Mitsubishi e:MOTION ที่ผสาน 3 สุดยอดเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพิ่มเติมระบบความปลอดภัย Diamond Sense ตอบสนองไลฟ์สไตล์สุดแอ็กทีฟของครอบครัวยุคใหม่ ที่พร้อมออกไปสนุกกับการใช้ชีวิตและกิจกรรมร่วมกัน เสริมทัพด้วย “มิตซูบิชิ ไทรทัน สตรีท ใหม่” ภายใต้คอนเซปต์ “เท่บนถนน ทนทุกงาน” กระบะเมกะ แค็บ ตัวเตี้ยโฉมใหม่ เสริมลุคหล่อ ด้วยชุดตกแต่งกระจังหน้าดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การใช้งานในทุกสภาพถนน พร้อมเสริมความมั่นใจกว่าด้วย ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วและระบบตรวจจับคนเดินถนน (Forward Collision Mitigation System with Pedestrian Detection - FCM) ครบทั้งความเท่ และอัดแน่นด้วยสมรรถนะ ให้ความคุ้มค่าในหนึ่งเดียว มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “รถยนต์รุ่นใหม่ ทั้ง 2 โมเดลนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่ออนาคตของการขับขี่เราได้ปรับแต่ง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่อย่างรอบด้าน พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน มิตซูบิชิ ไทรทัน สตรีท ใหม่ยังคงสะท้อนจิตวิญญาณแห่งความแข็งแกร่ง พร้อมลุยทุกความท้าทาย ด้วยสมรรถนะการขับขี่ ความปลอดภัย และความทนทานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถกระบะมิตซูบิชิ พร้อมรองรับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการผจญภัยในทุกเส้นทาง อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย ทั้งหมดนี้คือการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราที่จะพัฒนายนตรกรรมให้ตอบสนองการใช้ชีวิตของทุกคนได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ” มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ปรับโฉมใหม่ รุ่นปี 2026 “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวีปรับโฉมใหม่” ถ่ายทอดภาพลักษณ์สปอร์ตพรีเมียมยิ่งขึ้นดีไซน์ภายนอกใหม่ ทันสมัย ผสานความประณีตอย่างลงตัวโดดเด่นเหนือชั้นด้วยกระจังหน้าและกันชนดีไซน์ใหม่ โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิมด้วย Dynamic Shield สีดำ พร้อมกรอบตกแต่งไฟหน้ารมดำ เพิ่มลุคเท่ ไฟตัดหมอก LED และไฟท้าย LED สี Smoke และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ให้อารมณ์ความสปอร์ต เพิ่มความพรีเมียมอีกขั้นด้วย การตกแต่งภายในโทนสีใหม่ สำหรับ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ตกแต่งโทนสีดำ ให้ความรู้สึกเรียบหรู ส่วนในรุ่น เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ตกแต่งโทนสีน้ำตาล - ดำ เติมความหรูหราและให้ความรู้สึกอบอุ่น แบบรถระดับไฮเอนด์ ด้วยเบาะนั่งสีใหม่พร้อมคุณสมบัติสะท้อนความร้อน (Heat Guard) พื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ 7 ที่นั่ง กว้างขวางสะดวกสบาย ปรับพับได้หลายรูปแบบ พร้อมเพิ่มเติม ถุงลม 6 ตำแหน่งและเทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense ครอบคลุม 360 องศา มาอย่างครบครัน อาทิ ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา พร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Warning with Lane Change Assist (BSW with LCA) และระบบเตือนการออกนอกเลน (Lane Departure Warning) โดย เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ยังได้เพิ่มกล้องมองภาพรอบคัน​ (Multi Around Monitor) เพื่ออำนวยความสะดวกในการขับขี่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากดีไซน์และระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ลูกค้าทุกท่านยังเพลิดเพลินกับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสาร เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว พร้อมระบบ​Apple CarPlay & Android Auto แบบไร้สายให้การเชื่อมต่อง่ายดายมากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหารถที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย และให้ความสำคัญทางด้านความปลอดภัย และไลฟ์ไตล์ครอบครัวยุคใหม่สุดแอคทีฟได้เป็นอย่างดี มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ใหม่ ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 939,000 บาท โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเงิน (Blade Silver) สีเทา (Graphite Grey) และสีขาวหลังคาดำ (White Diamond with Black Roof) (ราคาเพิ่ม 15,000 บาท) และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ มีราคาจำหน่าย 969,000 บาท โดยมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเทา (Graphite Grey) สีดำ (Jet Black Mica) สีขาวหลังคาดำ (White Diamond with Black Roof) และสีเขียวหลังคาดำ (Green Bronze with Black Roof) (โดยรุ่นหลังคาดำ ราคาเพิ่ม 15,000 บาท) มิตซูบิชิ ไทรทัน สตรีท ใหม่ (เมกะ แค็บ ตัวเตี้ย) สำหรับ มิตซูบิชิ ไทรทัน สตรีท ใหม่ (เมกะ แค็บ ตัวเตี้ย) เท่จัดไม่เหมือนใคร ในลุคสปอร์ตเข้มและโฉบเฉี่ยว สะท้อนความแข็งแกร่งในสมรรถนะการขับขี่ ความทนทานด้านการใช้งานและความคล่องตัวในทุกเส้นทาง โดดเด่นด้วยการปรับลุคภายนอกใหม่ให้มีสไตล์มากยิ่งขึ้นด้วย การตกแต่งกระจังหน้าดีไซน์สปอร์ต และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมลุยทุกความท้าทายด้วยแชสซีส์ MEGA FRAME ขนาดใหญ่ แข็งแรง แต่น้ำหนักเบา ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลประหยัดน้ำมัน ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 330 นิวตันเมตร ตอบสนองทันใจทั้งการขับขี่ในเมืองและทางไกล ภายในห้องโดยสารตกแต่งโทนดำเท่ มาพร้อมหน้าจออินโฟเทนเมนต์ ขนาด 10 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay & Android Auto และยกระดับความปลอดภัยเหนือชั้นด้วย ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว และระบบตรวจจับคนเดินถนน (Forward Collision Mitigation System with Pedestrian Detection — FCM) มอบความมั่นใจในทุกสภาพถนน และการใช้งานจริงทั้งวันทำงานและวันพักผ่อน นอกจากนี้ มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2026 ยังให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัย มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่ม ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว และระบบตรวจจับคนเดินถนน (Forward Collision Mitigation with Pedestrian Detection — FCM) ในไลน์อัพของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ทุกรุ่น อีกด้วย มิตซูบิชิ ไทรทัน สตรีท ใหม่ ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 649,000 บาท โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว (Solid White)สีเงิน (Blade Silver) และสีเทา (Graphite Grey) (สีเงิน และสีเทา ราคาเพิ่ม 7,000 บาท)

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที” รุ่นเริ่มต้น ชูคอนเซปต์ “ครบเกินคุ้ม ให้เกินคลาส” จัดเต็มฟังก์ชัน คุ้มค่าเกินคลาส ในราคา 1,139,000 บาท

กรุงเทพฯ – 14 พฤศจิกายน 2568: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที” รถอเนกประสงค์รุ่นเริ่มต้น ในราคา 1,139,000 บาท พร้อมชูคอนเซปต์ “ครบเกินคุ้ม ให้เกินคลาส” มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพรถยนต์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ตอกย้ำความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์เรือธงที่ครองความนิยมในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยยอดขายที่ผ่านมากว่า 200,000 คัน มอบความคุ้มให้เกินคลาส ด้วยฟังก์ชันครบครัน ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่แรงและประหยัด ระบบความปลอดภัยที่มั่นใจได้ และพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง รวมถึงฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่คุ้มค่าเกินระดับอย่างแท้จริง มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นสำคัญเชิงกลยุทธ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับเสียงของลูกค้า ตั้งใจพัฒนาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งในด้าน “คุณค่า” และ “สไตล์” ในการเลือกสิ่งที่สะท้อนตัวตน ความคุ้มค่า ทั้งการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน และภาพลักษณ์ ด้วยฟังก์ชันที่ครบครัน สมรรถนะดีเยี่ยม และความสะดวกสบายสูงสุดในรถระดับเดียวกัน มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัย และดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มุ่งมั่นมอบความมั่นใจ และความสบายใจในทุกการเดินทาง นอกจากการพัฒนารถให้ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยเพิ่มมากขึ้นในทุกมิติแล้ว เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างไร้ความกังวล บริการหลังการขายจากศูนย์บริการของผู้จำหน่ายที่มีศักยภาพพร้อมให้บริการหลังการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และครอบคลุมด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายเกือบ 200 แห่งทั่วประเทศ” มร.อินาบะ กล่าวเพิ่ม หัวใจสำคัญของ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที คือสมรรถนะเหนือคลาสด้วย ขุมพลังเครื่องยนต์ไฮเปอร์ พาวเวอร์ (Hyper Power) ดีเซลเทอร์โบ 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และประหยัดน้ำมันถึง 15.2 กม./ลิตร (อ้างอิงจาก Eco Sticker) แรงเต็มทุกจังหวะการขับขี่ ให้ทุกเส้นทางของคุณเต็มไปด้วยความเร้าใจ ตอบสนองฉับไวทั้งช่วงออกตัวและเร่งแซง ขณะเดียวกันยังคงเอกลักษณ์ของช่วงล่างอันโดดเด่น เสถียรภาพการทรงตัวที่ดีเยี่ยม มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อม Sport Mode สามารถลุยผ่านทุกอุปสรรคการขับขี่ได้อย่างง่ายดาย ดีไซน์ภายนอกถ่ายทอดบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์อันทรงพลังในทุกรายละเอียด โดดเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าดีไซน์แบบรังผึ้ง สอดรับกับแผงกันชนหน้าและหลัง ด้วยเส้นสายที่คมชัด ให้ความรู้สึกปราดเปรียวแต่มั่นคง เพิ่มมิติความสปอร์ต โดดเด่น ด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว (ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบรถยนต์ในระดับเดียวกัน) การตกแต่งภายในห้องโดยสารพิถีพิถัน ด้วยวัสดุสีดำตกแต่งสีเงิน และเปียโนแบล็ค อีกทั้งยังมอบความสบายระดับพรีเมียม ด้วยเบาะหนังพร้อมระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ด้านคนขับ รองรับสรีระได้อย่างกระชับ และผ่อนคลายแม้เดินทางไกล ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พื้นที่เก็บสัมภาระปรับแบนราบ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน หน้าจอระบบสัมผัส 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay & Android Auto พร้อมการจัดวางหน้าจออินโฟเทนเมนต์และพอร์ตเชื่อมต่อที่คำนึงถึงผู้โดยสารทุกคนให้ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน และโดดเด่นด้วย เทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว หรือ FCM (Forward Collision Mitigation) และระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย (Cruise Control) พร้อมถุงลมคู่หน้า และระบบเบรกมือปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบหน่วงแรงแบรก (Brake Auto Hold) ด้วยระบบความปลอดภัยที่คิดมาเพื่อคุณ ไม่ว่าการเดินทางจะใกล้หรือไกล ก็ตอบโจทย์ทุกเส้นทางอย่างคุ้มค่า เป็นเจ้าของ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที ตอกย้ำนิยามความเป็นรถอเนกประสงค์ “ครบเกินคุ้ม ให้เกินคลาส” ก่อนใคร ในราคา 1,139,000 บาท โดยมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเทา Graphite Grey และสีขาว White Diamond (ราคาเพิ่ม 15,000 บาท) พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี* และรับประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมฟรีค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี* ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ เกี่ยวกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นศูนย์การผลิตที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาศูนย์การผลิตของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ทั่วโลก และยังเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์มิตซูบิชิ ไปยังกว่า 120 ประเทศ ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย คือหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของประเทศไทยที่มีความมุ่งมั่นในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีคุณภาพสูง เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัย ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีเพื่อความพึงพอใจของลูกค้า ในปี พ.ศ. 2561 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้เปิดทำการ สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย อย่างเป็นทางการที่ จ. ปทุมธานี และฉลองการผลิตรถยนต์ครบ 6 ล้านคัน เมื่อต้นปี 2564 ที่ผ่านมา และ โดยผลิตภัณฑ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยประกอบด้วย มิตซูบิชิ ไทรทัน มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มิตซูบิชิ แอททราจ มิตซูบิชิ มิราจ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส และมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพสูงสุด มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยใช้สนามทดสอบสมรรถนะในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีในการประเมินผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและการพัฒนารถต้นแบบไปจนถึงการทดลองผลิตและการผลิตเพื่อจัดจำหน่าย ซึ่งสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงสุด

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ทดสอบสมรรถนะรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ เตรียมความพร้อมสู้ศึกเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025 พร้อมตั้งเป้าคว้าแชมป์การแข่งขันแบบโอเวอร์ออลในรอบสามปี!

กรุงเทพฯ – 7 สิงหาคม 2568: มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความพร้อมของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ในการแข่งขันรายการเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025 (AXCR 2025) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-16 สิงหาคมนี้ในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนด้านเทคนิคจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศญี่ปุ่น)โดยทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต จะส่งรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ ลงสนามจำนวน 3 คัน พร้อมประกาศเป้าหมายสุดท้าทายในการคว้าแชมป์รายการแข่งขันแบบโอเวอร์ออล (Overall) อีกครั้งในรอบ 3 ปี เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ตได้จัดการทดสอบสมรรถนะรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ภายใต้การจำลองสภาวะที่ใกล้เคียงกับการแข่งขันจริงบนเส้นทางออฟโรดรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่โดยการทดสอบครอบคลุมระยะทางมากกว่าระยะทางการแข่งขันจริงในรอบ Special Stage ที่คาดการณ์ไว้ซึ่งเน้นการทดสอบความแข็งแกร่งและความทนทานของเครื่องยนต์และตัวถัง รวมถึงการปรับจูนระบบกันสะเทือนและช่วงล่างให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ในวันที่ 5 สิงหาคม ซึ่งเป็นเวลา 3 วันก่อนการแข่งขัน ทีมยังได้ดำเนินการทดสอบภาพรวมของรถ (Shakedown) เพื่อตรวจสอบส่วนประกอบของรถแต่ละคันให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 100% พร้อมโชว์สมรรถนะในการแข่งขันปีนี้อย่างเต็มที่ มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต กล่าวว่า “การพัฒนาสมรรถนะด้านการขับขี่ครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้รถแข่งไทรทันได้รับการยกระดับประสิทธิภาพอย่างมากในปีนี้ ทั้งในด้านแรงบิดและ ความทนทานที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ เรายังได้ปรับแต่งแชสซีส์เพื่อเพิ่มสมรรถนะของรถทั้งในด้านการควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เมื่อต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง และเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนบนพื้นโคลน โดยการแข่งขันปีนี้จะจัดขึ้นที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยซึ่งเต็มไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรมและถนนลูกรังทางเรียบ คาดว่าจะเป็นการแข่งขันที่ใช้ความเร็วสูง ซึ่งผมมั่นใจว่าช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งนี้จะแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ หนึ่งในรถแข่งของเราที่ใช้เป็นรถสนับสนุน ยังได้รับการติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ (AT) แบบใหม่ เพื่อทดสอบความทนทานและความแม่นยำของรถ ภายใต้สภาวะที่ท้าทายของการแข่งขัน เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนายานยนต์ใหม่ๆ ในอนาคต ซึ่งเรามั่นใจว่าทุกคนจะได้เห็นถึงความแข็งแกร่งและจิตวิญญาณอันห้าวหาญในแบบฉบับ Mitsubishi Motors-ness เพื่อการคว้าชัยชนะอีกครั้งในรอบ 3 ปีของเรา” การแข่งขัน “เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2025” การแข่งขัน “เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025” นับเป็นการครบรอบการแข่งขันครั้งที่ 30 ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมจำนวนรถที่เข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 93 คัน แบ่งเป็นประเภทรถยนต์ (Auto) 47 คัน ประเภทรถมอเตอร์ไซค์ (Moto) 44 คัน และประเภทรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง (Sidecar) 2 คัน โดยพิธีปล่อยตัวตีธงเปิดการแข่งขันกำหนดจัดขึ้น ณ เมืองพัทยา แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลชื่อดังของไทยจะเริ่มการแข่งขัน Leg 1 จากพัทยาสู่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 130 กิโลเมตร โดย Leg 2 จะมุ่งหน้าจากปราจีนบุรีไปยังเขาใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไทย และ Leg 3 จะจัดขึ้นภายในพื้นที่ของเขาใหญ่ทั้งหมด หลังจากนั้นใน Leg 4 จะย้อนกลับมายังปราจีนบุรี ซึ่งจะเป็นฐานการแข่งขันต่อเนื่องใน Leg 5 และ 6 โดยการแข่งขัน Leg 7 จะนำผู้เข้าแข่งขันกลับมาสู่จุดเริ่มต้นที่เมืองพัทยาอีกครั้ง ซึ่งเป็นวันสุดท้ายจะสิ้นสุดการแข่งขัน Leg 8 ณ ท่าเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา รถสนับสนุนของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต สำหรับการแข่งขันปีนี้ รถเดลิกา ดี:5 (Delica D:5) จำนวน 4 คัน จะรับหน้าที่เป็นรถสนับสนุนให้กับทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ตอีกครั้ง โดยวิศวกรของทีมจะประจำตามจุด Passage Control บนเส้นทางการแข่งขัน เพื่อคอยตรวจเช็กและซ่อมบำรุงรถแข่งที่กลับมาจากช่วง Special Stage ดังนั้น รถสนับสนุนที่รับส่งทีมงานและผู้อำนวยการทีมจะต้องสามารถเข้าถึงทุกจุดหมายได้อย่างไร้ปัญหา ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสภาพถนนแบบใดก็ตาม รถเดลิกา ดี:5 เป็นรถมินิแวนสมรรถนะรอบด้าน โครงสร้างตัวถังแข็งแกร่งแบบ Rib-bone Frame ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางและสภาพอากาศ โดยรถเดลิกา ดี:5 ถูกใช้เป็นรถสนับสนุนของทีมในการแข่งขัน AXCR มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 และในครั้งนี้ มร.ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการทีม ยังคงใช้ในการตรวจสอบเส้นทางการแข่งขันอีกด้วย ตัวรถยังได้รับการติดตั้งแผงอลูมิเนียมกันกระแทกป้องกันเครื่องยนต์และยกสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 20 มม. พร้อมติดตั้งระบบกันสะเทือนใหม่ทั้งหน้าและหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่บนเส้นทางสุดทรหดโดยเฉพาะ นอกจากนี้ รถสนับสนุนทั้ง 4 คันจะถูกตกแต่งด้วยลวดลายเดียวกับรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ โดยเน้นโทนสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของทีม เสริมด้วยกราฟิกรูปพายุทรายสไตล์ดิจิทัล สื่อถึงฝุ่นทรายที่พัดพาแรงบันดาลใจแห่งสนามแข่ง ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณด้านหน้าจรดกลางตัวรถ พร้อมประทับโลโก้ “Ralliart” ทั้งสองด้าน สะท้อนถึงจิตวิญญาณที่พุ่งทะยานสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของทีม